วันเวลาที่ผ่านพ้นไป แต่หากยังมีใครอีกหลายคน ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดสับสน วุ่นวาย จนรู้สึกท้อและเหนื่อยอ่อน กระปุกสุขใจ ขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจ ช่วยประคับประคองดวงใจของคุณให้พบกับความสุข ที่เกิดขึ้นได้ภายในตัวเอง และมีพลังใจสามารถก้าวผ่านสภาวะนั้นได้ตลอดไป




อภิชาตบุตร


         เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอมคอม



     ภาพความหลัง ยังตราตรึง คะนึงคิด
สุดซาบซึ้งถึงความรักความเมตตา
เฝ้าถนอม กล่อมเกลี้ยง เลี้ยงดูบุตร
เฝ้าอบรม บ่มนิสัย เฝ้าตักเตือน

     ทั้งทางโลก ทางธรรม แม่พร่ำสอน
ช่วยดลใจให้บุตร และธิดา
แม่ของลูก คือดวงแก้ว อันแววค่า
ดุจโพธิ์ทอง คุ้มชีวิต ลูกทุกคน
ในดวงจิต เปี่ยมรัก แม่หนักหนา
ดวงอุรา ที่งดงาม มิเคยเลือน
ลออสุด น้ำใจ หาใครเหมือน
แม่เหมือนเพื่อน เฝ้าปลอบใจ ยามลูกตรม

เฝ้าขอพร คุณพระศรีฯ ช่วยรักษา
เติบใหญ่มา สมคุณค่า ราคาคน
คือพฤกษา ให้อาศัย ร่มใบผล
ให้กมล เย็นชื่น รื่นหทัย


          วันแม่ปีนี้ ทีมงานกระปุกสุขใจ เชื่อว่าคุณลูกทุกคนต่างก็ปรารถนาอยากให้คุณแม่มีความสุขกาย สุขใจ พระคุณของคุณแม่นั้นมากมายดังมีผู้อุปมาไว้ว่า หากเราใช้ท้องฟ้าแทนกระดาษ ยอดเขาพระสุเมรุ แทนปากกา น้ำในมหาสมุทรแทนหมึก เขียนบรรยายคุณของพ่อแม่ จนท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษร ภูเขาสึกกร่อนจนหมด น้ำในมหาสมุทรเหือดแห้ง ก็ยังบรรยายคุณของพ่อแม่ไม่หมด โอกาสนี้ จึงขอชักชวนคุณลูกทั้งหลายมาเป็นอภิชาตบุตรกันดีกว่าค่ะ ทีมงานฯ ขออนุญาตน้อมนำการแสดงธรรมเทศนา (บางส่วน) เรื่อง การผึกจิตตามแนวทางมหาสติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระอาจารย์ใหญ่ ธมฺมทีโป จากศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ บ้านวังเมือง อ. ท้ายเหมือง จ.พังงา มาเรียบเรียงนำเสนอให้คุณลูกทั้งหลายได้อ่านเพื่อเป็นการเตือนสติ และสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป “พระพุทธองค์ทรงตรัสอุปมาไว้ว่า บุตรคนใดพึงปรนนิบัติเลี้ยงดูพ่อแม่ป้อนข้าวป้อนน้ำ ประคับประคองท่านไว้บนบ่าทั้งสองข้าง และให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่า เลี้ยงดูท่านอย่างนั้นไปตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ไม่หมด แต่ถ้าหากบุตรคนใดที่พ่อแม่ไม่เคยถือศีล ชักชวนให้ถือศิล ไม่เคยปฏิบัติธรรม ชักชวนให้พ่อแม่ปฏิบัติธรรม บุตรคนนั้นย่อมได้ชื่อว่าตอบแทนบุญคุณพ่อแม่หมด บุตรนั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็น อภิชาตบุตร”

          “ตนเท่านั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน บุคคลอื่นเป็นที่พึ่งได้ไม่มี” เพราะที่สุดแล้วทุกคนต้องตาย เวลาตายเราเอาทรัพย์สมบัติอะไรไปไม่ได้เลย เอาไปได้แต่ดวงจิตที่ฝึกดีแล้วเท่านั้น คือจิตที่เป็นกุศล

          เพราะแต่เดิมจิตคนเรามีความผ่องใส บริสุทธิ์ ( เปรียบเหมือนเด็กแรกเกิด ) แต่พอต่อมาจิตได้มีการรับรู้อารมณ์สืบเนื่องไปทุกขณะทาง ๖ ช่องทางคือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายรับสัมผัส ใจรับรู้อารมณ์ ความนึกคิด ถ้าจิตที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน เมื่อมีสิ่งมากระทบทั้ง ๖ ช่องทาง ก็จะเกิดการปรุงแต่งเกิดความคิดต่าง ๆ นานา เกิดความยึดมั่นถือมัน ที่คนเขาทะเลาะกันก็เพราะเรามีความเห็นที่ผิด

          สมมติเวลาแม่ว่าเรา ใครทุกข์? แม่ว่าเรา ใครโกรธ? ใครเสียใจ? ที่บอกว่า “แม่ว่า” จริง ๆ แม่ว่า หรือ แม่สอน? ตามความเป็นจริงคือ “แม่สอน” แล้วเคยเถียงพ่อแม่ไหม? ....เคยหมดเลย ใครรักพ่อแม่บ้าง?...รักหมดเลย อ้าว...รักแล้วทำไมเถียงล่ะ แปลกไหม?...เถียงเพราะ?... มีความเห็นไม่ตรงกัน... แต่ตอนเถียงตอนนั้นมีสติไหม?...มี...แต่เคยได้ยินว่า ตัวยับยั้งชั่งใจมั้ย? นี่แหละ... “ตัวยับยั้งชั่งใจ” จะเรียกอีกอย่างว่า “ปัญญา” พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อุปมาเหมือน “การตัด”

          สำคัญคือ มีความเห็นตามความเป็นจริง ถ้าไม่เห็นตามความเป็นจริงแล้วเราก็จะหลงไปกับอารมณ์ต่าง ๆ “แม่ว่าอีกละ” เกิดการปรุงแต่งเกิดน้อยใจ เสียใจ เศร้าโศก นี่ไง อารมณ์ต่าง ๆ เข้ามาครอบงำจิตเอาไว้ ถูกอวิชชาครอบงำจิต มันก็เลยไม่เห็น ไม่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ถ้าเราเป็นผู้ฝึกจิตดีแล้ว เราจะมองเห็นตามความเป็นจริงได้ว่า “อ๋อ...ที่แม่พูด แปลว่าแม่รัก” เราจะจับจิต จับเจตนาของแม่ได้ว่า ที่แม่พูด ๆ บ่น ๆ นั้น จริงแล้วแม่กำลังสอนเราต่างหาก ฉะนั้นต้องขอบคุณและเชื่อฟัง แล้วเราจะเอาปัญญาภายในไปใช้ คือ มีปัญญากำกับว่า สิ่งที่พ่อแม่พูด เราจะต้องเอาไปบูรณาการของเราเอง ว่าเราจะไปใช้กับเหตุการณ์ไหน เวลาไหน สิ่งใดควรคิด ควรพูด และควรทำ แล้วต้องดูกาลเวลาและกาลเทศะด้วย

          ดังนั้น การผึกจิตตามแนวทางมหาสติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือปฏิบัติตามทางสายเอก ตามรักษาจิตทุกขณะจนได้ที่พึ่งภายในตนเองอย่างแท้จริง เมื่อจิตดำเนินในหนทางที่ถูกต้อง ผู้นั้นย่อมมีความเห็นที่ เห็นถูก คิดก็คิดถูก คำพูด การกระทำ อาชีพ สติ ความเพียร สมาธิ มันจะไปในทางที่ถูกโดยอัตโนมัติ เมื่อใดที่เราละจากร่างกายนี้ไปแล้วจิตดวงนี้ย่อมมีสุขเกษมเป็นที่ไป.....

          เห็นไหมล่ะคะ ถ้าเราสามารถฝึกจิตให้อยู่ในสภาวะที่นิ่งและสงบได้ จิตภายในของเราจะมีความเมตตาเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แล้วเราก็จะสามารถมองทุกสิ่งได้ตามความเป็นจริง ว่าจริง ๆ แล้วคุณแม่ทุกคนท่านมีแต่ความรัก ความปรารถนาดีให้กับลูก แต่การแสดงออกของท่านนั้นแตกต่างกันไปตามพื้นฐานของครอบครัว ซึ่งถ้าเราสามารถจับจิต จับเจตนาของคุณแม่ได้แล้วความขัดแย้งย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะเราจะเห็นได้ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมดับไปเป็นธรรมดา เสียงที่เราได้ยินว่า “แม่ว่า” นั้น เดี๋ยวก็ดับไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็จะมีแต่ความรัก ความปรารถนาดีให้แก่กันและกัน และถ้าหากเราสามารถชักชวนให้คุณพ่อคุณแม่มาฝึกจิตด้วยกันได้ด้วย ครอบครัวเราก็จะมีความสุข ชุมชนของเราก็จะมีความสุข สังคมเราก็จะมีความสุข และโลกใบนี้ก็จะมีความสุข

          ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ( ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ บ้านวังเมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา )


ร่วมส่งเรื่องราว หรือโครงการดี ๆ มาร่วมสร้าง ร่วมแบ่งปันความสุขใจ
ให้อีกหลายใจในสังคม ได้ที่นี่


"กระปุกสุขใจ"


email : sookjai@kapook.com

แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ e-mail มาที่ contact

contact
contact